เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเพื่อพัฒนาการเกษตรสีเขียวและยั่งยืน

Ngọc Anh
Chia sẻ
(VOVWORLD) - การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภาคการเกษตรเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น รัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ โดยมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีประสิทธิผล โปร่งใส สีเขียว และยั่งยืนมากขึ้น
 
 
เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเพื่อพัฒนาการเกษตรสีเขียวและยั่งยืน - ảnh 1ภาพในฟอรั่ม 

ที่เวียดนาม ภาคเกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญพิเศษ ซึ่งถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจและในการผลิตมวลรวมทางเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพื่อส่งเสริมการเกษตรสีเขียวและยั่งยืน เวียดนามจึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ฝึกอบรมบุคลากรด้านดิจิทัล ประยุกต์ใช้โซลูชั่นด้านเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมกำลังส่งเสริมการสร้างคลังข้อมูลแห่งชาติเกษตรกรรม นาย เหงียนมินห์เตี๊ยน (Nguyễn Minh Tiến) ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการค้าทางเกษตร เผยว่า

“จุดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลคือ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการบริหารจัดการ และการดำเนินงานในภาคเกษตรกรรม เพื่อให้การเกษตรเวียดนามมีการพัฒนาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมในยุคสมัยใหม่ พวกเราต้องใช้ทรัพยากรที่ขณะนี้ยังมีจำกัดคือ ทรัพยากรข้อมูล ซึ่งต้องเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากร เพื่อสร้างแรงผลักดันและพื้นที่ในการพัฒนาใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรม”

ภาคการเกษตรของเวียดนามกำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนทางดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วน เช่น การเพาะปลูก ปศุสัตว์ ประมง และป่าไม้ โดยค่อย ๆ ทำการปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่เกษตรกรรมสมัยใหม่ ดร. ฝ่ามยวีแค้งห์ (Phạm Duy Khánh) ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม เผยว่า

“การปรับเปลี่ยนทางดิจิทัลในภาคเกษตรกรรม ณ ปัจจุบัน ได้มีการดำเนินอยู่ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น อุปกรณ์การเกษตรหรือเครื่องจักร รวมถึงขั้นตอนการผลิต วัตถุประสงค์หลักของโครงการปรับเปลี่ยนทางดิจิทัลในการสร้างสรรค์ชนบทใหม่คือ ตั้งเป้าให้จังหวัดหรือเมืองแต่ละแห่งสามารถจัดทำรูปแบบนำร่องตำบลชนบทใหม่อัจฉริยะ การสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมทักษะดิจิทัลให้กับเกษตรกร ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยต้องนำเสนอรูปแบบดีเด่นให้แก่เกษตรกร”

เมื่อปีที่แล้ว เวียดนามมีสัดส่วนวิสาหกิจด้านการเกษตรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 30 และตั้งเป้าที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ในปีนี้ ปัจจุบัน ทั่วประเทศมีสหกรณ์ราว 2,000 แห่งที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีสินค้าการเกษตรสำหรับส่งออกหลายพันรายการได้ติดรหัส QR เพื่อการติดตามแหล่งที่มาและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล นาย เหงียนคิมฟู้ก (Nguyễn Kim Phúc) รองอธิบดีกรมการปรับเปลี่ยนทางดิจิทัล สังกัดกระทรวงการเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม เผยว่า

“ปัจจุบัน พื้นที่การผลิตเกษตรกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงมีทั้งหมด 690 เขต ซึ่งยิ่งมีพื้นที่ผลิตสินค้าขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น มีโดรนเพียงแค่ 3,000 เครื่อง ก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากถึง 1.5 ล้านเฮกตาร์ เท่ากับประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด พร้อมการมุ่งสู่เป้าหมายคือ ทุกครอบครัวเกษตรกรจะมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องต่อครัวเรือน และหนึ่งบัญชีดิจิทัลต่อฟาร์มหนึ่งแห่ง นี่คือเครื่องมือในการเข้าถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์เกษตรกรรมอัจฉริยะที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนภายในปี 2035”

การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีกับสหกรณ์และองค์กรธุรกิจด้านการเกษตร ได้มีส่วนช่วยเร่งกระบวนการนำเทคโนโลยีสู่การผลิตจริง เช่น โครงการที่เป็นไฮไลท์ของ TikTok คือการนำผลิตภัณฑ์ OCOP หรือ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ขึ้นบนแพลตฟอร์มฯ นาย เหงียนแค้งห์ตว่าน (Nguyễn Khánh Toàn) ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ของ TikTok เวียดนาม เผยว่า

“ความแตกต่างของโครงการ OCOP คือ ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างย่อมมีเรื่องเล่า ซึ่งเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ OCOP ที่มีความเหมาะสมกับ TikTok นั้น จะมีส่วนช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น ถ่ายทอดความหลงใหลของชาวบ้านเมื่อบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์ โดยพวกเราจะแบ่งอัตราการสนับสนุนให้กับเจ้าของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 14–15% ต่อหนึ่งออเดอร์ เพื่อช่วยให้ราคาขายถูกลงและดูน่าสนใจมากขึ้น ทำให้ลูกค้ากดสั่งซื้อเยอะขึ้น”

สำหรับเกษตรกร ก็มีความพยายามนำการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตและการประกอบธุรกิจในเชิงรุก นาย เหงวียนวันตวน (Nguyễn Văn Tuân) เจ้าของช่อง TikTok “Chiếu cói thân vui” ในหมู่บ้านหัตถกรรมทอเสื่อกก อานหวู จังหวัดฮึงเอียน เผยว่า

“การจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ในช่วงแรก แต่ผ่านมาสักพัก การไลฟ์สดพร้อมคลิปวิดีโอก็สามารถเข้าถึงผู้ชมได้มากถึงหลายแสนคน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้เข้าชมงานแสดงสินค้า โดยการนำสินค้าขึ้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั้น ผู้ที่สนับสนุนและซื้อของมากที่สุดคือชาวบ้านในพื้นที่”

ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกสาขาเศรษฐกิจ–สังคม รวมถึงภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างสรรค์ภาคการเกษตรดิจิทัล เกษตรกรรมหมุนเวียน มีการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

คำติชม