สำหรับแนวทางด้านนโยบายทางเศรษฐกิจในภาพรวมของเวียดนามในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ ได้ชื่นชมและแสดงความประทับใจต่อผลสำเร็จของเวียดนามใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การลดความยากจน และการค้าระหว่างเวียดนามกับเศรษฐกิจโลก
“เมื่อสังเกตถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้บรรลุอัตราการเติบโตที่ประมาณร้อยละ 6-7 ต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก อย่างประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณร้อยละ 1-2 ต่อปีเท่านั้น ถึงแม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังคงมีอัตราเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลายประเทศประสบกับปัญหาตัวเลขติดลบ และเวียดนามก็มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 2 ขึ้นเป็นร้อยละ 8 เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากๆ และแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่แข็งแกร่งในตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สำหรับรายได้ต่อหัวประชากรก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ส่วนในรายงานเกี่ยวกับการขจัดความยากจน ระบุว่า อัตราความยากจนของเวียดนามลดลงอย่างมาก จากร้อยละ 14 เมื่อปี 2010 ลงเหลือร้อยละ 4 ในปี 2023”
|
ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของวีโอวีประจำประเทศไทย
|
ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ เผยว่า ความสำเร็จในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นผลพวงจากแนวทางการชี้นำและนโยบายที่ถูกต้องและทันการณ์ของพรรคและรัฐบาลเวียดนาม โดยเฉพาะกรอบนโยบายที่เปิดกว้างของเวียดนามได้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมาก
“กรอบนโยบายที่เปิดกว้างของเวียดนามทำให้ประเทศมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA กับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามกลายเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออก เมื่อมีการเปิดประตูทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ พร้อมการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรเป็นศูนย์กับประเทศคู่ค้า FTA เวียดนามจึงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI อย่างมาก และเมื่อ FDI เข้ามา ก็จะสร้างงานเพิ่มขึ้นให้กับประเทศ เหตุผลที่กลุ่มนักลงทุนเลือกเวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตคือเพราะ เมื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า ก็จะได้รับประโยชน์จากนโยบายภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ ปัจจุบัน เวียดนามมีข้อตกลง FTA กับ 53 ประเทศทั่วโลกรวม 15 ฉบับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากและเป็นจุดแข็งอีกด้วย”
อย่างไรก็ดี ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ ยังได้แสดงความเห็นว่า ถึงแม้เวียดนามจะประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมากมาย แต่ก็ยังคงเผชิญกับโอกาสและความท้าทายอีกมากในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะในการปฏิรูปกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ดังนั้น เมื่อเวียดนามสามารถดำเนินการปฏิรูปดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ก็จะเปิดโอกาสในการส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อที่ดีของเวียดนามปัจจุบัน เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิต แต่ภาคการผลิตที่เวียดนามทำนั้นมีมูลค่าที่ต่ำกว่าส่วนการผลิตอื่นๆ ดังนั้น เพื่อจะสามารถ "ไต่ระดับทางคุณค่าขึ้นไป” ในห่วงโซ่การผลิต เวียดนามต้องการแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อยกระดับที่สูงขึ้นในอนาคต.