นายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้ง (Photo: VGP) |
ส่งเสริมประสิทธิภาพความสัมพันธ์หุ้นส่วนในทุกด้านระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ
ภายหลัง 27 ปีของการปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐได้มีก้าวเดินบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ให้ความเคารพเอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนและระบบการเมืองของแต่ละฝ่าย ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศเป็นหุ้นส่วนชั้นนำของกัน มูลค่าการค้าต่างตอบแทนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ โดยอยู่ที่กว่า 1 แสน 1 หมื่น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 หมื่น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปี 2020 สหรัฐพร้อมผลักดันความร่วมมือในด้านที่เวียดนามให้ความสนใจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงานและเศรษฐกิจดิจิทัล
ในเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ส่งเสริมความร่วมมือในด้านการป้องกันและรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด –19และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง ธำรงและผลักดันการแก้ไขผลเสียหายจากสงคราม ทั้งสองฝ่ายจะผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพของภูมิอากาศ การศึกษาและฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนปัญหาในภูมิภาคและโลกที่ให้ความสนใจร่วมกันต่อไป ในการแถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆนี้ นาย Marc Knapper เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำเวียดนามได้ยืนยันว่า สหรัฐพร้อมส่งเสริมโอกาสความร่วมมือกับเวียดนามเพื่อมุ่งสู่อนาคต
“การเยือนต่างๆเป็นโอกาสที่ดีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความสัมพันธ์มิตรภาพและความเข้าใจระหว่างกัน ผมหวังว่า ในอนาคต ประธานาธิบดีสหรัฐจะมาเยือนเวียดนาม ผมคิดว่า การประชุมสุดยอดสหรัฐ-อาเซียนเป็นโอกาสที่ดีเพื่อให้สหรัฐต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆในภูมิภาค รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้ง ซึ่งหวังว่า เวียดนามและสหรัฐจะร่วมมือกันต่อไป”
บนพื้นฐานนี้ ในกรอบการเยือนสหรัฐ นายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้งและหุ้นส่วนต่างๆของสหรัฐจะมีการหารืออย่างจริงจังและประสิทธิภาพเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือ พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและโลก
ผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ ส่งเสริมความร่วมมือกับสหประชาชาติ
ในการปฏิบัติภารกิจในสหรัฐครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้งและผู้นำอาเซียนจะเข้าร่วมการประชุมระดับสูงพิเศษในโอกาสรำลึกครบรอบ 45 ปีความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐในระหว่างวันที่ 12 -13 พฤษภาคม ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นกิจกรรมสานต่อการแลกเปลี่ยนระดับสูงระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ เป็นการยืนยันถึงคำมั่นของทั้งสองประเทศเกี่ยวกับความร่วมมือในการสร้างความไว้วางใจ ผลักดันความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการพบปะสังสรรค์ระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ นาย เหงวียนก๊วกหยุง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำสหรัฐได้เผยว่า
“ การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสเพื่อให้บรรดาผู้นำแนะนำและทาบทามความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาในเวลาที่จะถึงและเป็นโอกาสเพื่อให้บรรดาผู้นำอาเซียนกล่าวปราศรัย แสดงทัศนะและเสนอมุมมองต่างๆของอาเซียนต่อสหรัฐ การเข้าถึงของสหรัฐต่อภูมิภาคนี้ นำผลประโยชน์มาให้แก่ทั้งภูมิภาค อาเซียนและสหรัฐ ซึ่งผลการประชุมนี้จะมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในเวลาที่จะถึง นโยบายของแต่ละฝ่ายต่อภูมิภาคและนโยบายต่อแต่ละประเทศ”
ในการประชุมครั้งนี้ เวียดนามจะมีส่วนร่วมต่อเนื้อหาที่ได้รับการอภิปราย หารือบนเจตนารมณ์อย่างจริงจัง ไว้วางใจและร่วมมือ มีส่วนร่วมพัฒนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อาเซียน-สหรัฐให้ขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนของภูมิภาคและโลก นี่ก็เป็นโอกาสเพื่อให้ผู้นำเวียดนามพบปะกับบรรดาผู้นำอาเซียนเพื่อผลักดันเนื้อหาความร่วมมือทวิภาคี
ในกรอบการเยือนและปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐ นายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้งจะพบปะกับผู้นำองค์การสหประชาชาติ ส่งเสริมการปฏิบัติกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามกับสหประชาชาติในช่วงปี 2022 -2026 ในด้านหลัก เช่น การพัฒนาสังคมที่ครอบคลุม การรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจและการบริหาร เป็นต้น
การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี ฝามมิงชิ้งมีความหมายที่สำคัญเพื่อปฏิบัติแนวทางการต่างประเทศที่เสมอต้นเสมอปลายของเวียดนาม ยืนยันสถานะและความรับผิดชอบของเวียดนามในอาเซียน ผลักดันความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของอาเซียน สร้างพลังขับเคลื่อนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์หุ้นส่วนในทุกด้านระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าสู่ส่วนลึก มีเสถียรภาพและยาวนานในทุกด้าน ควบคู่กันนั้น การเยือนครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงคำมั่นที่เข้มแข็งและส่วนร่วมที่แข็งขันของเวียดนามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในโลก มีส่วนร่วมเสริมสร้างความสัมพันธ์ร่วมมือในทุกด้านและมีประสิทธิภาพระหว่างเวียดนามกับสหประชาชาติ.